แนะนำเทคนิคการทำงานร่วมกับคนเจ้าปัญหา

แนะนำเทคนิคการทำงานร่วมกับคนเจ้าปัญหา
ความเครียด คงเป็นสิ่งหนึ่งที่เข้ามาแวะเวียนคนทำงานอย่างเราๆกันเสมอๆ แต่สิ่งที่เราต้องทำก็คืออย่าเอาตัวไปจมกับความเครียด ปัญหา เอาตัวเราออกมาจากตรงนั้นให้ได้เร็วที่สุด เราไม่อาจเลือกคบกับคนที่มีลักษณะไม่ตรงใจเราได้ ทว่าเมื่อไหร่ที่เราเรียกตัวเองว่ามืออาชีพ สิ่งที่เราต้องทำคือสามารถทำงานกับคนได้ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งคนเจ้าปัญหา เพราะการโบ้ยความเสียหายของงานว่าเกิดจากผู้ร่วมงานย่อมฟังไม่ขึ้น เผลอๆ บริษัทจะมองว่าเราเป็นตัวปัญหาด้วยซ้ำ

  1. ทำใจ ปล่อยวางการทำงานร่วมกับคนที่เราไม่สามารถควบคุมให้เป็นอย่างที่ต้องการได้คงไม่มี อะไรทำง่ายกว่าทำใจ ลำพังแค่จัดการกับชีวิตของตัวเองให้เป็นอย่างที่เราต้องการก็เป็นเรื่องยาก พอแล้ว ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องเปลี่ยนแปลงให้คนอื่นเป็นไปอย่างที่เราต้องการ เมื่อเราปล่อยวางเรื่องของคนอื่นแล้ว ชีวิตก็จะมีเรื่องให้เครียดน้อยลงไปอีก
  2. คิดเสียว่ามาทำงาน การมาทำงานย่อมต้องเจอกับคนสารพัดรูปแบบ เมื่อเข้ามาในออฟฟิศก็ขอให้ถอดหัวใจเก็บเอาไว้ก่อน แล้วบอกตัวเองว่านี่เป็นแค่ที่ทำงานแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่โลกทั้งใบของเรา และเมื่อไรที่ก้าวเท้าออกจากที่ทำงานก็ขอให้ทิ้งปัญหาไว้ตรงนั้น อย่าปล่อยให้มันไปรบกวนชีวิตอันแสนสุขของเราเด็ดขาด
  3. มองผู้อื่นด้วยใจเมตตาคนเราไม่มีใครแย่ไปหมดทุกอย่าง หากเราได้มีโอกาสมองจากมุมคนเจ้าปัญหา เราอาจพบปัญหาบางอย่างในชีวิตของเขา ที่อาจส่งผลให้เจ้าตัวต้องสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้างก็ได้ คิดเสียว่ายังอย่างน้อยเราก็โชคดีที่ชีวิตของเราไม่ได้มีปัญหามากมายขนาด นั้น
  4. ถือเป็นบททดสอบทางจิตใจการเจอเรื่องยากๆ แต่ละครั้งย่อมเป็นการทดสอบจิตใจของตัวเราว่าจะผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นไปได้ สวยงามแค่ไหน หากเราทนกับคนเจ้าปัญหาและยังสามารถทำงานร่วมกับพวกเขาได้ ก็ถือว่าสอบผ่านแบบทดสอบทางจิตใจที่จะทำให้เราเป็นคนใจเย็นขึ้น ใจกว้างขึ้น อดทนมากขึ้น

การทำงานเป็นทีมเพื่อเป้าหมายที่วางไว้

pd1182850834_0(2)การร่วมกันทำงานของสมาชิกที่มากกว่าหนึ่งคน โดยที่สมาชิกทุกคนจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันว่าจะทำอะไร ทุกคนต้องยอมรับร่วมกันและมีการวางแผนร่วมกัน การทำงานเป็นทีมมีความสำคัญต่อทุกองค์กร เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน การทำงานเป็นทีมมีบทบาทสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงาน ที่จะต้องอาศัยความร่วมมือของกลุ่มสมาชิกเป็นอย่างดี เพราะการทำงานเป็นทีมต้องยึดหลักประชาธิปไตย มีความเสมอภาค เคารพให้เกียรติ ยอมรับฟังความคิดเห็น สร้างความสามัคคีในทีมหรือกลุ่มจะช่วยให้งานประสบความสำเร็จ และสมาชิกทำงานร่วมกันในบรรยากาศแห่งความรัก มีความสุขในการทำงาน

การทำงานแบบทีมเวิคสำเร็จได้นั้น ผู้ทำงานต้องรู้จักปลดปล่อยพลังในการทำงานให้ออกมามากที่สุด เพื่อให้เกิดไฟในการทำงานและศักยภาพที่เต็มเปี่ยม อันจะส่งผลให้ผลลัพธ์กลับมาสู่องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตรงประเด็นและเป้าหมายที่ทีมได้วางไว้ โดยไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญ การส่งเสริมการปลดปล่อยพลังของคนทำงานแทนการเก็บกดและปิดบังศักยภาพ ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อการทำงาน แต่ยังช่วยสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่เกี่ยงกันทำงาน ซึ่งจะทำให้การทำงานเป็นทีมมีความแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น

ทีมงานที่ประสบความสำเร็จในการทำงานมีแนวโน้มว่าจะสร้างโครงสร้างเฉพาะตนขึ้นมา เนื่องจากสมาชิกยอมรับบทบาทของตนในเวลาต่างๆกัน คล้อยตามความจำเป็น ความต้องการและความสามารถของตน บางคนอาจมีประสบการณ์ในงานเฉพาะอย่างจึงอาจเป็นคนจัดการให้คนอื่นๆทำตาม คนอื่นๆก็จะทำหน้าที่ในกิจกรรมของตนไปในงานที่เขาคุ้นเคย พฤติกรรมเหล่านี้จะถูกพัฒนาไปในแนวของโครงสร้างองค์กร และสมาชิกทุกคนจะต้องปฏิบัติตามพึ่งพาตัวเองสมาชิกของทีมที่ประสบความสำเร็จในการทำงานจะร่วมมือกับคนอื่นๆเพื่อทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งหรือทำให้เป้าหมายสำเร็จอย่างไม่หลีกเลี่ยง ร่วมกันทำงานตามกำลังความสามารถของตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำและชักจูงเมื่อจำเป็น ร่วมประสานงานในหน้าที่และแก้ไขปัญหาอุปสรรคร่วมกัน ทุกคนต่างเอื้ออาทรช่วยเหลือกันและมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน

ประโยชน์ของการทำงานเป็นทีม

1)สร้างขวัญและกำลังใจแก่สมาชิก ทำให้เกิดความไว้ใจ บรรยากาศในการทำงานดี ช่วยให้การทำงานได้ผลดีมีประสิทธิภาพ
2)สร้างความมั่นคงในอาชีพ เพราะมีการพัฒนาความรู้ ประสบการณ์และทักษะ ทำให้ความก้าวหน้าในอาชีพการงาน
3)สร้างความสัมพันธ์ในงาน มีการช่วยกัน ระดมความรู้ ความสามารถของสมาชิกเข้าเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เกิดความผูกพันใกล้ชิดและบรรลุเป้าหมายที่ต้องการพร้อมกัน
4)เพิ่มพูนการยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ในทีมงานมีการกำหนดให้สมาชิกมีบทบาทต่างๆ

ข้อคิดดีๆ จากการคิดบวก สร้างแรงจูงใจในคนทำงาน

การคิดบวก คือ มีความคิด จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก และทัศนคติในด้านดีทั้งต่อตัวเอง สิ่งของ เหตุการณ์และเพื่อนร่วมงานโดยรอบ ทั้งนี้ เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขออกสู่กระแสเลือด หัวใจจะเต้นช้าลง หายใจช้าลง ความดันเลือดลดลง ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น อารมณ์ดีสดใส ปลอดโปร่ง มีอารมณ์ขัน ความคิดรื่นไหล รู้สึกตื่นตัว กระตือรือร้น ใฝ่รู้ มีความหวัง มองเห็นโอกาส ส่งผลให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดี แก้ปัญหาได้อย่างสมเหตุผล ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานจึงมีมากขึ้นตามไปด้วย โดยผ่านเคล็ดลับคิดบวก 4 ดี สร้างความสุขในการทำงานดังต่อไปนี้

1.มองตัวเองว่าดีและมีคุณค่าทุกวัน

โดยให้นึกถึงความดี ความโชคดีของตัวเอง เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนให้ยิ้มกับตัวเองและคิดว่าโชคดีที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วยังมีลมหายใจและร่างกายปกติ ให้นึกถึงความดีที่ตัวเองได้ทำมาเมื่อวาน หรือในอดีตเท่าที่คิดออก ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ จนเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี มีน้ำใจ มีความสามารถทำงานได้ จะทำให้คุณรู้สึกภูมิใจ อิ่มใจ อยากมีชีวิตอยู่และทำความดีให้กับชีวิตต่อไป อวยพรและชื่นชมตัวเอง ไม่รอให้คนอื่นมาชื่นชมเพราะอาจไม่ใช่อย่างที่คิดไว้

2.มองเพื่อนร่วมงานและบุคคลรอบตัวว่าดีและมีคุณค่า

คนเราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ งานจะสำเร็จจำเป็นต้องร่วมมือกัน คิดบ่อยๆ ซ้ำๆ ว่าเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างมีคุณค่าสำหรับคุณ แต่ละคนมีความเก่ง ความสามารถที่แตกต่างและหลากหลาย มองอย่างสร้างสรรค์ด้วยการหลอมรวมความหลากหลายและเชื่อมประสานงานกันอย่างมีศิลปะจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมงานและพัฒนาการทำงานให้สำเร็จอย่างมีคุณภาพ

3.มองงานและองค์กรว่าดีและมีคุณค่า

ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดของคุณว่างานและองค์กรที่คุณทำงานอยู่ดีอย่างไร มีคุณค่าอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือมีผลต่อสังคมโดยรวม เช่น การแยกขยะ การประหยัดไฟฟ้า ประหยัดน้ำ มีโอกาสพบปะผู้คนและเพื่อนร่วมงานใหม่ และที่สำคัญ เป็นแหล่งรายได้เลี้ยงชีพของเราตลอดทั้งเดือนทั้งปี คิดบ่อยๆ ซ้ำๆ จะทำให้คุณรู้สึกภูมิใจในงานและองค์กร ส่งผลให้เห็นช่องทางการพัฒนางานและเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย

4.มองอย่างมีความหวังและมองอนาคตว่าดีและมีคุณค่า

เมื่อคุณมีความดีหลักๆ 3 หัวข้อข้างต้นแล้ว คือสิ่งยืนยันว่าในวันนี้ของคุณมีแต่คนดีและสิ่งดีๆ รอบตัว ทำให้มั่นใจว่ามีความหวังและอนาคตจะต้องดีตามไปด้วย มั่นใจว่าเมื่อปัจจุบันได้ทำดีที่สุดตามความสามารถ ความตั้งใจแล้ว ที่เหลือคือการทบทวน ปรับปรุงพัฒนาให้ทุกอย่างสำเร็จสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น หากคุณๆ ทั้งหลายสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองให้เป็นเชิงบวกตาม 4 ดีและมีคุณค่านี้แล้วล่ะก็ ความสุขและความสำเร็จในชีวิตส่วนตัวและการทำงานก็จะดีและมีคุณค่าตามไปด้วย

แนวความคิดของคนรุ่นใหม่ต่อชีวิต ในการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ

ในการบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคปัจจุบันถ้าจะทำให้สำเร็จจริงๆ ก็คงต้องเรียนรู้ว่าคนยุคใหม่นั้นเขาคิดกันอย่างไรบ้าง ทั้งเรื่องของการใช้ชีวิตส่วนตัว และเรื่องของการทำงาน เพราะถ้าองค์กรสามารถเข้าใจแนวคิด และมุมมองของคนรุ่นใหม่มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสามารถนำมาใช้ในการออกแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัทได้มากเท่านั้น แนวทางการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ๆ ก็มักจะเป็นแนวๆ แบบนี้ ประโยชน์ในการเอาไปใช้สำหรับการออกแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลภายในองค์กรได้

– หาและทำงานที่ตนเองรักและชอบ คนรุ่นใหม่ยุคนี้และต่อไปในยุคหน้า จะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เวลาหางาน หรือทำงาน ก็มักจะหางานและทำงานที่ตนเองรักและชอบ เพราะมีความคิดว่า จะไปทำงานที่ตนเองไม่ได้รักทำไม เพราะมันไม่มีความสุขอย่างแน่นอน ดังนั้นคนรุ่นใหม่ๆ จะไม่มีพฤติกรรมแบบว่า เรียนอะไรมาก็ทำงานแบบที่เรียนมา เด็กบางคนเรียนจบหมอ จบวิศวะ แต่ก็ไม่มีความคิดที่อยากจะทำงานแบบนั้น กลับอยากจะทำงานอย่างอื่นซึ่งเป็นงานที่ตนเองรักและชอบ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ชีวิตของตนเองมีความสุขมากขึ้น ไม่ต้องฝืนที่จะต้องตื่นนอนตอนเช้า ลุกไปทำงานในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ เพราะถ้าเรารักในสิ่งที่เราทำ เราก็จะรู้สึกว่ามันเป็นธรรมชาติ มันเป็นตัวเรา ไม่ต้องฝืนใจทำ

– รักอิสระ และเมื่อได้รับอิสระตามที่ตนต้องการ ก็จะสร้างผลงานที่ดีได้ คนรุ่นใหม่เป็นคนที่ชอบและรักอิสระในการใช้ชีวิต และการทำงาน ไม่ชอบการที่มีกรอบมาปิดกั้น ไม่ชอบกฎระเบียบที่ยุบยิบจนเกินไป เวลาทำงานก็ชอบที่จะมีอิสระในการใช้ความคิด และการนำเอาบางอย่างที่เป็นเรื่องส่วนตัวเข้ามาใช้ในการทำงานบ้าง ชอบที่จะทดลอง ทดสอบ และมีส่วนร่วมในการทำงานโครงการต่างๆ ในองค์กร

– เชื่อว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ คนรุ่นใหม่ชอบทดลองอะไรใหม่ๆ ดังนั้นการที่เขาทดลองลองอะไรใหม่ ก็ต้องมีสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ทัศนคติต่อความล้มเหลว หรือการทำงานไม่สำเร็จจึงเป็นเรื่องธรรมดาของคนรุ่นนี้ ความล้มเหลวในบางครั้ง ก็เป็นตัวช่วยให้เขาหาหนทางไปสู่ความสำเร็จได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าคาดหวังความสำเร็จจากเขา ก็ต้องยอมรับความล้มเหลวบ้างเช่นกัน

– ไม่เชื่อเรื่องของระบบการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอนเกินไป คนรุ่นใหม่จะไม่มีความอดทนต่อขั้นตอนการทำงานที่ล่าช้า เยอะแยะ เทอะทะ และมักจะมีคำถามและข้อสงสัยต่อระบบงานที่เรียกว่า ระบบงานมาตรฐานขององค์กรว่าจริงๆ แล้วมันเป็นมาตรฐานจริงๆ หรือ และมักจะมองหาวิธีการใหม่ๆ ที่เร็วกว่า ดีกว่า ทำให้ตนเองสบายมากกว่าเดิม มาใช้แทนระบบเดิมๆ ซึ่งตรงจุดนี้เอง ที่อาจจะเห็นขัดแย้งกับคนบางกลุ่มที่มองว่า มาตรฐานก็คือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าไม่ใช่ก็คงไม่เรียกมาตรฐาน แต่คนรุ่นใหม่นี้จะมองว่า ทุกอย่างต้องสามารถทำให้ดีขึ้นได้อีก ดังนั้นมาตรฐานที่ดีที่สุดจึงไม่มี ถึงเวลาก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ ดังนั้นภาพของการทำงานแบบเดิมๆ ขั้นตอนแบบเดิมๆ ในบางองค์กรจึงทำให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ ไม่มีความสุข และไม่ชอบใจ และมักจะพยายามหาทางลัดเพื่อทำให้ได้ผลงานแบบเดิม หรือดีกว่าเดิม แต่ใช้วิธีการแบบใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนเดิม

– มองว่าตนเองมีประโยชน์ต่อองค์กร คนรุ่นใหม่มีมุมมองว่า ตนเองเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อองค์กรมาก อยากให้องค์กรมอบหมายงานและใช้งานให้คุ้มค่ากับสิ่งที่เขามีอยู่ ไม่ใช่ปล่อยให้ทำงานไปวันๆ โดยที่ไม่ได้อะไรขึ้นมา หรือถ้ารู้สึกว่า องค์กรนั้นไม่สามารถที่จะใช้งานเขาได้อย่างคุ้มค่าแล้ว เขาก็จะไปให้องค์กรอื่นที่เห็นคุณค่าของเขามากกว่า เพื่อทำงานให้ ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงชอบงานที่ท้าทาย ไม่จำเจ ซ้ำๆ บางคนชอบได้งานที่ต้องคิดเยอะๆ แบบว่าท้าทายมากๆ เพราะเขาจะรู้สึกว่าองค์กรให้ความไว้วางใจกับความสามารถของเขา และเขาจะต้องหาทางทำให้สำเร็จให้ได้ แม้ว่าอาจจะมีความล้มเหลวเกิดขึ้นบ้างก็ตาม

– เชื่อเรื่องของการแบ่งปันในสังคมออนไลน์ คนรุ่นใหม่จะมองเรื่องของการแบ่งปันเป็นเรื่องธรรมดา คำว่าแบ่งปันนี้มาจากคำว่า Sharing กล่าวคือ มีอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เห็นอะไร ไม่เห็นอะไร รู้สึกอะไร หรือไม่รู้สึกอะไร ฯลฯ ก็ขอให้ได้ประกาศให้คนอื่นเขารู้ด้วย โดยผ่านสื่อต่างๆ ทางโลกของ social network ดังนั้นบางครั้งเราอาจจะเป็นว่าจู่ๆ คนรุ่นนี้ก็บ่นอะไรที่ไม่ค่อยรู้ว่ามันคือเรื่องอะไรขึ้นไปใน facebook บ้าง ที่แรงๆ เกี่ยวกับองค์กร หรือเจ้านายตัวเองก็มีบ้าง แต่อาจจะไม่มาก เพราะมีระเบียบขององค์กรกำกับอยู่อีกที แต่อย่างไรก็ดี ระเบียบเหล่านี้ ก็ไม่สามารถห้ามคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ได้เลย เพราะเขารักที่จะบอกต่อกันไปเรื่อยๆ รักที่จะแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของตนเอง และรักที่จะได้รับการตอบสนองในเรื่องราวนั้นๆ จากบุคคลอื่นๆ แม้กระทั่งคนที่เขาไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวเลยก็ตาม

ข้อดีของพนักงานออฟฟิศ

ทุกคนมีความใฝ่ฝันที่อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วยกันทั้งนั้น แต่การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ไม่ใช่ง่ายๆ ทำให้หลายคนเริ่มที่จะเลือกทำอาชีพอิสระกันมากกว่า แต่หากพิจารณาดีๆแล้วข้อดีที่พนักงานออฟฟิศได้รับมีอยู่มากมายด้วยกัน ดังนี้

1.มีสวัสดิการดีๆ เช่น โบนัส ค่าเดินทาง ประกันสังคม ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ การจัดสัมมนาให้ความรู้  การไปศึกษาดูงานยังต่างประเทศ เป็นต้น

2.เหล่ามนุษย์เงินเดือนสามารถวางแผนไปเรียนเสริมเพื่อพัฒนาศักยภาพในสิ่งที่ตัวเองสนใจได้ตลอดเวลา เพราะมีวันหยุดที่แน่นอน

3.มีโอกาสได้เรียนรู้งานใหม่ ๆ หลายคนทำงานไม่เกี่ยวข้องกับสายที่เรียนมา แต่เมื่อก้าวเข้าสู่โลกทำงานแล้วการทำงาน การสั่งสมประสบการณ์จะช่วยทำให้คุณมีความสามารถที่หลากหลายมากขึ้น บางคนได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากงานที่ทำช่วยให้คุณเริ่มรู้ว่าตัวเองชอบหรือสนใจงานลักษณะไหน หรืองานอาชีพอะไร

4.มีโอกาสก้าวไปสู่งานที่ชอบ จากการสั่งสมประสบการณ์การทำงาน ได้ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง หลายคนเรียนจบมาแบบไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานแบบไหน แต่จากการได้ทำงานจริง ๆ จะช่วยให้คุณรู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานไหน ถนัดทำอะไร

5.มีเงินเดือนในแต่ละเดือนที่แน่นอน และเงินเหล่านั้นเข้าบัญชีเป็นประจำ

6.มีวันลามากมาย เช่น ลากิจ ลาป่วย ลาพักร้อน ซึ่งแตกต่างจากฟรีแลนซ์ที่ไม่มีวันหยุดที่แน่นอน

7.มีการอนุมัติเงินกู้ง่ายกว่า เพราะ มีรายได้ประจำที่แน่นอน ไม่ว่าจะผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

8.มีโอกาสรู้จักคนใหม่ๆในที่ทำงานเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่ใช่เพื่อน หรือญาติสนิทกัน ช่วยทำให้เห็นโลกได้กว้างขึ้น และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่าข้อดีของการทำงานมีอยู่มากมาย ถึงแม้จะต้องเจอกับปัญหาซ้ำซากจำเจในการทำงาน แต่อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยฝึกฝนทักษะการทำงานให้ดีขึ้น ช่วยขัดเกลาให้คุณได้รู้จักโลกมากขึ้น ได้พบเจอคนหลายประเภททำให้สามารถกำหนดสิ่งที่จำเป็นต้องทำได้อย่างแม่นยำและชัดเจน