โบนัสประจำปีเป็นตัวจูงใจต่อความกระตือรือร้นของพนักงาน

มนุษย์เรามีความคาดหวัง และที่สำคัญหากคาดหวังแล้วไม่ได้ตามที่คาดหวังก็จะเกิดอาการผิดหวัง และคนเราเมื่อผิดหวังก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองในเรื่องของโบนัสก็เช่นเดียวกัน หากตลอดปีที่ทำงานมาพนักงานสร้างความคาดหวังมาโดยตลอดว่าจะได้โบนัสเป็นกอบเป็นกำตามกติกาที่ตกลงกัน แต่เมื่อมาถึงสิ้นปีความหวังพังทลายลงเพราะไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หากไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลในความคิดของเขาแล้ว จากที่เคยเป็นคนดีในองค์กรอาจกลายเป็นคนดีแตกที่สิ้นหวัง เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของตน และในที่สุดก็อาจตัดสินใจเปลี่ยนองค์กรเลยก็เป็นได้

โบนัส เป็นการให้รางวัลตอบแทนแก่พนักงานที่ร่วมกันทำให้บริษัทประสบผลสำเร็จในรอบปีที่ผ่านมา โดยถ้าบริษัทมีผลสำเร็จสูงก็ควรจะให้โบนัสแก่พนักงานมาก แต่ถ้าประสบผลสำเร็จน้อยก็อาจจะให้โบนัสน้อย หรือไม่ให้เลยก็ได้ ซึ่งก็ต้องสื่อสารให้พนักงานมีความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย ดังนั้นโบนัสจึงเป็นรางวัลตอบแทนต่อผลสำเร็จที่ผ่านมาแล้ว จึงมีผลเป็นตัวกระตุ้นจูงใจต่อความมุ่งมั่นกระตือรือร้นของพนักงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ค่อนข้างน้อย จะเห็นได้จากงานวิจัยทางจิตวิทยาหลายๆงานในเรื่องโบนัสที่พบว่าพนักงานจะกระตือรือร้นในงานต่อไปอีกไม่นานนัก ภายหลังจากที่ได้รับเงินโบนัส แล้วความกระตือรือร้นก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่จะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง เมื่ออยู่ในช่วงเวลาประเมินผลก่อนจ่ายโบนัส

เมื่อผลประกอบการเมื่อสิ้นปีสามารถสรุปออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วปรากฎว่ามีผลประกอบการที่ปิดในแดนบวกหรือที่เรียกว่ามีกำไร สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำคือจัดเงินโบนัสประจำปีให้กับพนักงานทุกคน โดยพนักงานอาจจะได้โบนัสสักประมาณ 1-2 เท่าของเงินเดือน แต่สำหรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันโบนัสแค่ครึ่งเดือนของเงินเดือนประจำก็ถือว่าดีแล้ว แต่หากบริษัทไม่มีกำไรจากผลประกอบการเลยก็ขอให้พิจารณาปรับฐานเงินเดือนแทนไปก่อนอาจจะสักประมาณ 5-10% เป็นต้น เพราะถึงอย่างไรเสียเรื่องของโบนัสประจำปีก็กลายเป็นธรรมเนียมไปเสียแล้วที่ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายให้กับพนักงานแต่จะอยู่ในรูปแบบอะไรเท่านั้นเอง

ช่วงชีวิตคนเราสั้นนักฉะนั้นไม่ควรเสียเวลาไปกับความคิดลบๆ ที่ทำให้ตัวเองเครียดและทุกข์

Filed: อินเตอร์เน็ต @ 11:00am on December 30, 2014 No comments yet! :(

32

ความเครียดกับคนทำงานแยกกันไม่ค่อยออก คุณว่าไหม ไม่ว่าจะอยู่ในงานประเภทไหน ตำแหน่งอะไร ดูเหมือนว่าความเครียดก็สามารถแทรกตัวเข้าไปแนบชิดกับเราได้ทั้งแบบรู้ตัว และไม่รู้ตัว ถ้าเพียงแต่เราปล่อยให้ความคิดด้านลบเข้ามาเกาะกินความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นก็มาจากความ คิดในด้านลบที่เราสร้างขึ้นเอง ไม่ว่าจะกับตัวเอง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน ลูกค้า หรือแม้แต่ตัวงานที่ทำอยู่ เช่น ฉันมันไม่ได้เรื่องเรามันไม่เก่งเพราะมีไอ้คนนี้มาร่วมทีมไงก็หัวหน้ามันจุกจิกจู้จี้ เป็นต้นความคิดในเชิงลบเช่นนี้ไม่เป็นผลดีทั้งกับสุขภาพกาย สุขภาพใจและคุณภาพของงานที่ทำ เพราะมันทำให้เรารู้สึกหดหู่ สิ้นหวังและไม่มีพลังใจในการทำงาน แก้ปัญหาต่างๆ และส่งผลให้งานที่รับผิดชอบไม่สำเร็จ เกิดเป็นความทุกข์ ซึ่งผิดกับคนที่มองโลกในแง่ดี จะมองเห็นและเข้าใจข้อดีของตัวเอง ผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า มีความสุขใจ มีเพื่อนฝูงมาก ซึ่งส่งผลดีกับ สุขภาพโดยรวม ให้จำไว้ว่าคนเรามักจะเป็นอย่างที่คิด ถ้าเริ่มต้นก็คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้เสียแล้ว ก็ยากที่จะหาหนทางที่เป็นไปได้เจอ แต่ถ้าคิดว่าเป็นไปได้

เราก็จะพยายามมองหาหนทางที่จะนำไปสู่ความเป็นไปได้ที่เราเชื่อว่า มีบางคนเคยพูดไว้ว่าช่วงชีวิตคนเราสั้นนัก ฉะนั้นไม่ควรเสียเวลาไปกับความคิดลบๆ ที่ทำให้ตัวเองเครียดและทุกข์ อีกอย่างความคิดในเชิงบวกเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เพราะทำให้บรรยากาศโดยรวมดี และเมื่อมีหนึ่งคนคิดก็จะทำให้เกิดการส่งทอดไปยังคนข้างเคียง ว่ากันว่าเมื่อใดที่มีความเชื่อมั่นในความคิดเชิงบวก ก็เหมือนมีกระแสแม่เหล็กที่ดึงคนที่คิดในลักษณะเดียวกันให้เข้ามาหากัน เกิดเป็นกลุ่มพลังในทางบวก ซึ่งนั่นหมายถึงพลังในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงาน องค์กร หรือแม้แต่สังคมให้ไปในทางที่ดีแต่ก็บางคนที่มองว่าการมองโลกในแง่ดี เป็นการหลอกตัวเอง แล้วเลือกที่จะเกาะอยู่กับวิธีคิดและวิธีมองโลกในแบบเดิมๆ ที่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็อยากให้ลองชั่งใจดูเอาว่าระหว่างความทุกข์ใจกับความสุข ใจที่เกิดขึ้นจากวิธีคิดที่แตกต่าง คุณจะเลือกแบบไหน

วิธีการผ่อนคลายจากการทำงานเพื่อให้เห็นภาพรวมในการทำงานทั้งหมด

Filed: อินเตอร์เน็ต @ 10:36am on November 27, 2014 No comments yet! :(

ส่วนใหญ่เราจะใช้เวลาในการเดินทางไม่ว่าจะมุดดินหรือลอยฟ้าไปจมปลักกับโซ เชียลเน็ตเวิร์กเสียเป็นส่วนใหญ่ ลองเปลี่ยนมาฟัง Podcast หรือ Audio Book หรือฟังเพลงที่ทำให้สร้างแรงบันดาลใจดูไหม แต่ถ้าจะให้แนะนำ podcast อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวไปสำหรับมนุษย์ไทยลองหยิบหนังสือมาอ่านระหว่างทางดีไหม อาจจะเป็นหนังสืออ่านเล่น หรือแนวการสร้างแรงบันดาลใจก็ได้ ซึ่งปกติเวลาไปทำงานจะพกหนังสือ 1-2 เล่มไว้ในกระเป๋าเพื่ออ่านเวลาเดินทางหรือต้องรอใครก็ตาม การมาก่อนเวลาทำให้เราสามารถโฟกัสว่าจะมีสิ่งใดต้องทำบ้างในวันนี้ สามารถจัดความสำคัญของงานได้ แถมยังเงียบด้วยเพราะคนอื่นเขายังไม่มากันหลายคนเลือกเชคเมลเป็นกิจกรรมแรกหลังจากเปิดคอมพิวเตอร์ หรือจ้องจะเชคเมลตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ ลองเปลี่ยนเวลาการเชคเมลดูไหม กำหนดเวลาเป็นช่วงๆ เช่น จะเชคทุก 10 โมง และ 4 โมงเย็น เป็นต้น ลองคิดดูว่าคุณทำงานบางอย่างโดยเสียเวลาไปแทบทั้งวันหรือเปล่า? แล้วงานที่ทำไปนั้นสำคัญขนาดไหน ลองหันมาโฟกัสงานที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกดูไหม เมื่อเสร็จแล้วจึงค่อยดูอันถัดๆ ไป ลองวางแผนว่าในวันนี้คุณจะทำอะไรบ้าง มี Objective อะไรบ้างที่ต้องทำ หรือจะวางเป็นรายสัปดาห์ก็ได้เช่นกัน

เพื่อให้เห็นภาพรวมในการทำงานทั้งหมดลองกำหนดช่วงเวลาในการเบรค หยุดพักการทำงานของคุณเป็นช่วงเวลา เพราะคนเราคงไม่สามารถจดจ่อได้รวดเดียว 4 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงแน่ๆ การพักทำให้เราอาจจะได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ หรือเป็นการทบทวนสิ่งที่เราทำอยู่ก็เป็นได้การประชุม ให้ดำเนินการประชุมให้อยู่ในหัวข้อ และสนใจที่จะเข้าร่วมฟังหรือออกความเห็น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เมื่อออกจากห้องประชุมแล้วเราจะได้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าเราต้องทำอะไรและมีเป้าหมายในการทำเป็นอย่างไรออกกำลังกาย หาเวลาในการออกกำลังกายบ้าง การออกกำลังนอกจากจะช่วยลดความเครียดแล้ว ยังสามารถจะช่วยให้คุณสามารถทำงานได้ดีขึ้นจากสมองที่ปลอดโปร่งความรอบคอบ ความเร็วในการทำงานเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่เมื่อเร็วแล้วก็ต้องแลกกับอัตราความเสี่ยงในการเกิดข้อผิดพลาด ลองลดความเร็วแล้วตรวจทานให้ดี เพื่อที่จะไม่ต้องกลับมาทำใหม่อีกรอบการสนับสนุน  ลองดูว่าสิ่งที่คุณทำไปสำเร็จมีอะไรบ้างแล้วแชร์ให้คนอื่นได้รับรู้บ้างเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนอืนๆ รวมทั้งสนับสนุนงานของเพื่อนร่วมงานของคนอื่นๆ ด้วย

ความสุขกับงานที่เราทำและที่ทำงานของเราจะทำให้ประสบความสำเร็จอย่างมาก

Filed: อินเตอร์เน็ต @ 4:06pm on October 29, 2014 No comments yet! :(

มนุษย์เราส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาอยู่ที่ทำงานหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ซึ่งถ้าหากในเวลา 8 ชั่วโมงนี้ เราต้องอยู่อย่างเบื่อหน่าย เจ็บปวด อิจฉาริษยา โกรธแค้น ฯลฯ ก็แปลว่าเราต้องเสียเวลาอันมีคุณค่าของเราไปถึง 8 ชั่วโมง หรือคิดเป็นจำนวนนาทีเท่ากับ 480 นาที หรือ 28,800 วินาที ไปกับเรื่องซึ่งทำให้ปั่นทอนจิตใจ อันจะนำมาซึ่งสุขภาพจิตที่ไม่เป็นสุข และส่งผลถึงสุขภาพร่างกายได้ เช่น เกิดอาการปวดหัวเรื้อรัง ท้องอืดท้องเฟ้อ โรคกระเพาะ ฯลฯ ได้ด้วยในทางตรงข้าม ถ้าเรามีความสุขกับที่ทำงาน ก็จะทำให้เรารู้สึกอยากมาทำงาน ความอยากทำงานก็จะส่งผลให้เราทำงานได้ดี ผลงานของเราที่ออกไปก็จะมีคุณภาพ เมื่อเรามีความสุขกับงานที่เราทำและที่ทำงานของเรา เราก็จะแผ่รังสีแห่งความสุขนี้ออกไปยังคนรอบข้างด้วย ทำให้เพื่อนร่วมงานก็มีความสุข บรรยากาศในที่ทำงานก็จะมีความสุขทำให้ลดความตึงเครียดในการทำงาน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ไม่ใช่มีริ้วรอยอันเกิดจากการขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลา การมีจิตใจที่แจ่มใสสดชื่นก็จะส่งผลทำให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ ไม่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

มนุษย์เรานั้นมีทั้งกายและใจ ชีวิตคนเราต้องมีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีรอยยิ้มให้แก่กัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ความทุกข์นั้นเกิดจากมนุษย์สร้างขึ้นเองเมื่อมีความทุกข์คนเราก็จะมีการดับทุกข์ เพื่อให้ชีวิตของเรานั้นดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข การทำงานให้มีความสุขกับงานที่เราได้รับมอบหมายนั้น เราจะต้องรู้จักสร้างสรรค์ผลงานของเราให้มีประสิทธิภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไปแล้วผลงานที่เราได้รับมอบหมายนั้น จะย้อนกลับมาตอบแทนในหน้าที่การงานของเรา ในเวลาขณะที่เราทำงาน เราจะต้องเอาตัวออกไปให้เหลือแต่งานที่ทำเท่านั้น จะต้องลดตัวลงไปทุ่มเทกับงาน ในการทำงานเราจะต้องเอาชนะงานที่เราทำให้ได้ เพื่อที่งานของเราจะได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และจะทำให้ไม่มีทุกข์เนื่องจากงานของเราสำเร็จดี ให้กำลังใจกับตัวเรา ให้ทุกๆวันของเราเป็นวันที่มีความหมาย จึงทำให้เรามีความสุขในการทำงานคนกับคนเป็นเหมือนกระจกซึ่งกันและกัน ไม่ควรละเลยที่จะใส่ใจ ต้องมีความเอื้ออาทร เกื้อกูลซึ่งกันและกัน รู้จักแบ่งปัน เข้าใจผู้อื่น และต้องเอาใจใส่ต่อกันและกัน ความงดงามของคนเรานั้นอยู่ที่เรามีมารยาทที่ดีต่อกัน เราเป็นดั่งใบไม้ต้นเดียวกัน มนุษย์มีความเห็นแก่ตัว มีความลำเอียง มีความคิดที่แปรเปลี่ยน จึงอย่าสำคัญตัวเอง อย่าคิดว่าเราดีเลิศกว่าคนอื่น เพราะจะทำให้เกิดทุกข์ จะต้องรู้จักให้ความรัก และไม่ก้าวก่ายล่วงเกินผู้อื่นด้วยการมีชีวิตที่สงบสุข ทุกครั้งที่เราผิดพลาดให้เราย้อนกลับมาที่ตัวเรา การทำงาน การดำเนินชีวิตต่อไป เราจะต้อง มีการให้กำลังใจ และปลอบใจต่อกัน เพื่อที่จะเป็นแรงสู้ต่อไปในวันข้างหน้า

ข้อคิดสำหรับคนทำงานที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จ

ในสังคมของคนทำงานมีคนอยู่สองกลุ่มใหญ่ๆคือ คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ แต่คนในสองกลุ่มนี้ก็สามารถแบ่งออกได้สองกลุ่มเช่นกันคือ กลุ่มคนที่ยึดติดกับอดีตไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง กับกลุ่มคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆชอบการเปลี่ยนแปลง การเป็นคนทำงานยุคใหม่หรือยุคเก่าจึงไม่ได้อยู่ที่อายุตัวหรืออายุงาน แต่อยู่ที่การปรับตัวในการทำงานมากกว่า เราจะเห็นว่าคนที่มีอายุตัวหรืออายุงานมากบางคน เป็นคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ไม่กลัวเทคโนโลยี พร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ในขณะที่คนรุ่นใหม่บางคนชอบทำงานแบบคนรุ่นก่อนๆ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ทำงานแบบไหนก็อยากทำเหมือนเดิมไปตลอด จึงสรุปไม่ได้ว่าคนทำงานยุคใหม่คือคนที่มีอายุน้อยเท่านั้น

การมองโลกในแง่ดีช่วยให้คุณฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆทั้งในชีวิตการทำงานและส่วนตัวได้เสมอ หากไม่ใช่เพราะการมองโลกในแง่ดี พวกเขาคงไม่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ พลังแห่งความสำเร็จในการทำงาน คือ การอดทนต่อสถานการณ์ต่างๆ ในสถานที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานที่ได้รับมอบหมาย พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของหัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน หลายคนทนไม่ได้กับการได้รับการพูดจาดูถูก สบประมาท ลาออกจากที่ทำงานทันที โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งนั้นอาจจะเป็นยาพิษ ที่ทำร้ายตนเอง ทำให้คุณไม่สามารถได้งานใหม่ เพราะประวัติการทำงานของคุณเสียไม่สามารถเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียดหรือสถานการณ์อันเลวร้ายในที่ทำงานได้ จงมีความอดทนและอดกลั้นเข้าไว้ แล้วคุณจะสามารถเผชิญกับปัญหาต่างๆได้สำเร็จ

ระบบสมรรถนะในการทำงาน เป็นเครื่องมือบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารทุกระดับสามารถนำมาใช้ในการสรรหา รักษา และพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ และความสามารถและบุคลิกลักษณะเฉพาะตรงตามที่ ตำแหน่งกำหนด เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามผลตามที่คาดหวังไว้ สมรรถนะในการทำงาน หมายถึง ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะของบุคคลที่จำเป็นต้องมีเพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ประสบผลสำเร็จตามที่กำหนดไว้  คนที่มีทักษะในการจัดการเป็นเลิศนั้นจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องครอบครัวและหน้าที่การงาน เพราะเขาจะเป็นคนที่รู้จักวางแผน ทำงานเป็นขั้นตอน รู้จักความเสี่ยง และหามาตรการมาป้องกัน พร้อมกันนั้นยังมีความสามารถในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกวางแผนจัดการวางไว้เป็นขั้นเป็นตอนเรียบร้อยแล้ว พอถึงเวลาที่จะนำมาใช้นั้นมันช่างง่ายเหลือเกิน ปราศจากความสับสนและวุ่นวาย ประหยัดทั้งเวลา และทรัพยกรต่างๆ