ข้อคิดดีๆ จากการคิดบวก สร้างแรงจูงใจในคนทำงาน

การคิดบวก คือ มีความคิด จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก และทัศนคติในด้านดีทั้งต่อตัวเอง สิ่งของ เหตุการณ์และเพื่อนร่วมงานโดยรอบ ทั้งนี้ เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขออกสู่กระแสเลือด หัวใจจะเต้นช้าลง หายใจช้าลง ความดันเลือดลดลง ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น อารมณ์ดีสดใส ปลอดโปร่ง มีอารมณ์ขัน ความคิดรื่นไหล รู้สึกตื่นตัว กระตือรือร้น ใฝ่รู้ มีความหวัง มองเห็นโอกาส ส่งผลให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดี แก้ปัญหาได้อย่างสมเหตุผล ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานจึงมีมากขึ้นตามไปด้วย โดยผ่านเคล็ดลับคิดบวก 4 ดี สร้างความสุขในการทำงานดังต่อไปนี้

1.มองตัวเองว่าดีและมีคุณค่าทุกวัน

โดยให้นึกถึงความดี ความโชคดีของตัวเอง เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนให้ยิ้มกับตัวเองและคิดว่าโชคดีที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วยังมีลมหายใจและร่างกายปกติ ให้นึกถึงความดีที่ตัวเองได้ทำมาเมื่อวาน หรือในอดีตเท่าที่คิดออก ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ จนเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี มีน้ำใจ มีความสามารถทำงานได้ จะทำให้คุณรู้สึกภูมิใจ อิ่มใจ อยากมีชีวิตอยู่และทำความดีให้กับชีวิตต่อไป อวยพรและชื่นชมตัวเอง ไม่รอให้คนอื่นมาชื่นชมเพราะอาจไม่ใช่อย่างที่คิดไว้

2.มองเพื่อนร่วมงานและบุคคลรอบตัวว่าดีและมีคุณค่า

คนเราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ งานจะสำเร็จจำเป็นต้องร่วมมือกัน คิดบ่อยๆ ซ้ำๆ ว่าเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างมีคุณค่าสำหรับคุณ แต่ละคนมีความเก่ง ความสามารถที่แตกต่างและหลากหลาย มองอย่างสร้างสรรค์ด้วยการหลอมรวมความหลากหลายและเชื่อมประสานงานกันอย่างมีศิลปะจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมงานและพัฒนาการทำงานให้สำเร็จอย่างมีคุณภาพ

3.มองงานและองค์กรว่าดีและมีคุณค่า

ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดของคุณว่างานและองค์กรที่คุณทำงานอยู่ดีอย่างไร มีคุณค่าอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือมีผลต่อสังคมโดยรวม เช่น การแยกขยะ การประหยัดไฟฟ้า ประหยัดน้ำ มีโอกาสพบปะผู้คนและเพื่อนร่วมงานใหม่ และที่สำคัญ เป็นแหล่งรายได้เลี้ยงชีพของเราตลอดทั้งเดือนทั้งปี คิดบ่อยๆ ซ้ำๆ จะทำให้คุณรู้สึกภูมิใจในงานและองค์กร ส่งผลให้เห็นช่องทางการพัฒนางานและเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย

4.มองอย่างมีความหวังและมองอนาคตว่าดีและมีคุณค่า

เมื่อคุณมีความดีหลักๆ 3 หัวข้อข้างต้นแล้ว คือสิ่งยืนยันว่าในวันนี้ของคุณมีแต่คนดีและสิ่งดีๆ รอบตัว ทำให้มั่นใจว่ามีความหวังและอนาคตจะต้องดีตามไปด้วย มั่นใจว่าเมื่อปัจจุบันได้ทำดีที่สุดตามความสามารถ ความตั้งใจแล้ว ที่เหลือคือการทบทวน ปรับปรุงพัฒนาให้ทุกอย่างสำเร็จสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น หากคุณๆ ทั้งหลายสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองให้เป็นเชิงบวกตาม 4 ดีและมีคุณค่านี้แล้วล่ะก็ ความสุขและความสำเร็จในชีวิตส่วนตัวและการทำงานก็จะดีและมีคุณค่าตามไปด้วย

แนวความคิดของคนรุ่นใหม่ต่อชีวิต ในการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ

ในการบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคปัจจุบันถ้าจะทำให้สำเร็จจริงๆ ก็คงต้องเรียนรู้ว่าคนยุคใหม่นั้นเขาคิดกันอย่างไรบ้าง ทั้งเรื่องของการใช้ชีวิตส่วนตัว และเรื่องของการทำงาน เพราะถ้าองค์กรสามารถเข้าใจแนวคิด และมุมมองของคนรุ่นใหม่มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสามารถนำมาใช้ในการออกแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัทได้มากเท่านั้น แนวทางการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ๆ ก็มักจะเป็นแนวๆ แบบนี้ ประโยชน์ในการเอาไปใช้สำหรับการออกแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลภายในองค์กรได้

– หาและทำงานที่ตนเองรักและชอบ คนรุ่นใหม่ยุคนี้และต่อไปในยุคหน้า จะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เวลาหางาน หรือทำงาน ก็มักจะหางานและทำงานที่ตนเองรักและชอบ เพราะมีความคิดว่า จะไปทำงานที่ตนเองไม่ได้รักทำไม เพราะมันไม่มีความสุขอย่างแน่นอน ดังนั้นคนรุ่นใหม่ๆ จะไม่มีพฤติกรรมแบบว่า เรียนอะไรมาก็ทำงานแบบที่เรียนมา เด็กบางคนเรียนจบหมอ จบวิศวะ แต่ก็ไม่มีความคิดที่อยากจะทำงานแบบนั้น กลับอยากจะทำงานอย่างอื่นซึ่งเป็นงานที่ตนเองรักและชอบ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ชีวิตของตนเองมีความสุขมากขึ้น ไม่ต้องฝืนที่จะต้องตื่นนอนตอนเช้า ลุกไปทำงานในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ เพราะถ้าเรารักในสิ่งที่เราทำ เราก็จะรู้สึกว่ามันเป็นธรรมชาติ มันเป็นตัวเรา ไม่ต้องฝืนใจทำ

– รักอิสระ และเมื่อได้รับอิสระตามที่ตนต้องการ ก็จะสร้างผลงานที่ดีได้ คนรุ่นใหม่เป็นคนที่ชอบและรักอิสระในการใช้ชีวิต และการทำงาน ไม่ชอบการที่มีกรอบมาปิดกั้น ไม่ชอบกฎระเบียบที่ยุบยิบจนเกินไป เวลาทำงานก็ชอบที่จะมีอิสระในการใช้ความคิด และการนำเอาบางอย่างที่เป็นเรื่องส่วนตัวเข้ามาใช้ในการทำงานบ้าง ชอบที่จะทดลอง ทดสอบ และมีส่วนร่วมในการทำงานโครงการต่างๆ ในองค์กร

– เชื่อว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ คนรุ่นใหม่ชอบทดลองอะไรใหม่ๆ ดังนั้นการที่เขาทดลองลองอะไรใหม่ ก็ต้องมีสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ทัศนคติต่อความล้มเหลว หรือการทำงานไม่สำเร็จจึงเป็นเรื่องธรรมดาของคนรุ่นนี้ ความล้มเหลวในบางครั้ง ก็เป็นตัวช่วยให้เขาหาหนทางไปสู่ความสำเร็จได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าคาดหวังความสำเร็จจากเขา ก็ต้องยอมรับความล้มเหลวบ้างเช่นกัน

– ไม่เชื่อเรื่องของระบบการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอนเกินไป คนรุ่นใหม่จะไม่มีความอดทนต่อขั้นตอนการทำงานที่ล่าช้า เยอะแยะ เทอะทะ และมักจะมีคำถามและข้อสงสัยต่อระบบงานที่เรียกว่า ระบบงานมาตรฐานขององค์กรว่าจริงๆ แล้วมันเป็นมาตรฐานจริงๆ หรือ และมักจะมองหาวิธีการใหม่ๆ ที่เร็วกว่า ดีกว่า ทำให้ตนเองสบายมากกว่าเดิม มาใช้แทนระบบเดิมๆ ซึ่งตรงจุดนี้เอง ที่อาจจะเห็นขัดแย้งกับคนบางกลุ่มที่มองว่า มาตรฐานก็คือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าไม่ใช่ก็คงไม่เรียกมาตรฐาน แต่คนรุ่นใหม่นี้จะมองว่า ทุกอย่างต้องสามารถทำให้ดีขึ้นได้อีก ดังนั้นมาตรฐานที่ดีที่สุดจึงไม่มี ถึงเวลาก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ ดังนั้นภาพของการทำงานแบบเดิมๆ ขั้นตอนแบบเดิมๆ ในบางองค์กรจึงทำให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ ไม่มีความสุข และไม่ชอบใจ และมักจะพยายามหาทางลัดเพื่อทำให้ได้ผลงานแบบเดิม หรือดีกว่าเดิม แต่ใช้วิธีการแบบใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนเดิม

– มองว่าตนเองมีประโยชน์ต่อองค์กร คนรุ่นใหม่มีมุมมองว่า ตนเองเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อองค์กรมาก อยากให้องค์กรมอบหมายงานและใช้งานให้คุ้มค่ากับสิ่งที่เขามีอยู่ ไม่ใช่ปล่อยให้ทำงานไปวันๆ โดยที่ไม่ได้อะไรขึ้นมา หรือถ้ารู้สึกว่า องค์กรนั้นไม่สามารถที่จะใช้งานเขาได้อย่างคุ้มค่าแล้ว เขาก็จะไปให้องค์กรอื่นที่เห็นคุณค่าของเขามากกว่า เพื่อทำงานให้ ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงชอบงานที่ท้าทาย ไม่จำเจ ซ้ำๆ บางคนชอบได้งานที่ต้องคิดเยอะๆ แบบว่าท้าทายมากๆ เพราะเขาจะรู้สึกว่าองค์กรให้ความไว้วางใจกับความสามารถของเขา และเขาจะต้องหาทางทำให้สำเร็จให้ได้ แม้ว่าอาจจะมีความล้มเหลวเกิดขึ้นบ้างก็ตาม

– เชื่อเรื่องของการแบ่งปันในสังคมออนไลน์ คนรุ่นใหม่จะมองเรื่องของการแบ่งปันเป็นเรื่องธรรมดา คำว่าแบ่งปันนี้มาจากคำว่า Sharing กล่าวคือ มีอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เห็นอะไร ไม่เห็นอะไร รู้สึกอะไร หรือไม่รู้สึกอะไร ฯลฯ ก็ขอให้ได้ประกาศให้คนอื่นเขารู้ด้วย โดยผ่านสื่อต่างๆ ทางโลกของ social network ดังนั้นบางครั้งเราอาจจะเป็นว่าจู่ๆ คนรุ่นนี้ก็บ่นอะไรที่ไม่ค่อยรู้ว่ามันคือเรื่องอะไรขึ้นไปใน facebook บ้าง ที่แรงๆ เกี่ยวกับองค์กร หรือเจ้านายตัวเองก็มีบ้าง แต่อาจจะไม่มาก เพราะมีระเบียบขององค์กรกำกับอยู่อีกที แต่อย่างไรก็ดี ระเบียบเหล่านี้ ก็ไม่สามารถห้ามคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ได้เลย เพราะเขารักที่จะบอกต่อกันไปเรื่อยๆ รักที่จะแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของตนเอง และรักที่จะได้รับการตอบสนองในเรื่องราวนั้นๆ จากบุคคลอื่นๆ แม้กระทั่งคนที่เขาไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวเลยก็ตาม

ข้อดีของพนักงานออฟฟิศ

ทุกคนมีความใฝ่ฝันที่อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วยกันทั้งนั้น แต่การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ไม่ใช่ง่ายๆ ทำให้หลายคนเริ่มที่จะเลือกทำอาชีพอิสระกันมากกว่า แต่หากพิจารณาดีๆแล้วข้อดีที่พนักงานออฟฟิศได้รับมีอยู่มากมายด้วยกัน ดังนี้

1.มีสวัสดิการดีๆ เช่น โบนัส ค่าเดินทาง ประกันสังคม ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ การจัดสัมมนาให้ความรู้  การไปศึกษาดูงานยังต่างประเทศ เป็นต้น

2.เหล่ามนุษย์เงินเดือนสามารถวางแผนไปเรียนเสริมเพื่อพัฒนาศักยภาพในสิ่งที่ตัวเองสนใจได้ตลอดเวลา เพราะมีวันหยุดที่แน่นอน

3.มีโอกาสได้เรียนรู้งานใหม่ ๆ หลายคนทำงานไม่เกี่ยวข้องกับสายที่เรียนมา แต่เมื่อก้าวเข้าสู่โลกทำงานแล้วการทำงาน การสั่งสมประสบการณ์จะช่วยทำให้คุณมีความสามารถที่หลากหลายมากขึ้น บางคนได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากงานที่ทำช่วยให้คุณเริ่มรู้ว่าตัวเองชอบหรือสนใจงานลักษณะไหน หรืองานอาชีพอะไร

4.มีโอกาสก้าวไปสู่งานที่ชอบ จากการสั่งสมประสบการณ์การทำงาน ได้ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง หลายคนเรียนจบมาแบบไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานแบบไหน แต่จากการได้ทำงานจริง ๆ จะช่วยให้คุณรู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานไหน ถนัดทำอะไร

5.มีเงินเดือนในแต่ละเดือนที่แน่นอน และเงินเหล่านั้นเข้าบัญชีเป็นประจำ

6.มีวันลามากมาย เช่น ลากิจ ลาป่วย ลาพักร้อน ซึ่งแตกต่างจากฟรีแลนซ์ที่ไม่มีวันหยุดที่แน่นอน

7.มีการอนุมัติเงินกู้ง่ายกว่า เพราะ มีรายได้ประจำที่แน่นอน ไม่ว่าจะผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

8.มีโอกาสรู้จักคนใหม่ๆในที่ทำงานเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่ใช่เพื่อน หรือญาติสนิทกัน ช่วยทำให้เห็นโลกได้กว้างขึ้น และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่าข้อดีของการทำงานมีอยู่มากมาย ถึงแม้จะต้องเจอกับปัญหาซ้ำซากจำเจในการทำงาน แต่อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยฝึกฝนทักษะการทำงานให้ดีขึ้น ช่วยขัดเกลาให้คุณได้รู้จักโลกมากขึ้น ได้พบเจอคนหลายประเภททำให้สามารถกำหนดสิ่งที่จำเป็นต้องทำได้อย่างแม่นยำและชัดเจน

ข้อคิดสู่ความสำเร็จสำหรับคนทำงานยุคใหม่

คุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งได้ ทำให้มนุษย์เรามีความก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้ เราจะเห็นว่าปัจจุบันพัฒนากว่าอดีต และอนาคตต้องพัฒนาก้าวหน้าไปมากกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน ใครก็ตามที่ไม่ยอมเรียนรู้ประสบการณ์ในอดีต ย่อมมีโอกาสผิดพลาดซ้ำกับคนรุ่นก่อน ใครก็ตามที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ ย่อมมีโอกาสก้าวหน้าน้อยกว่าคนอื่น

ในสังคมของคนทำงานมีคนอยู่สองกลุ่มใหญ่ๆคือ คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ แต่คนในสองกลุ่มนี้ก็สามารถแบ่งออกได้สองกลุ่มเช่นกันคือ กลุ่มคนที่ยึดติดกับอดีตไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง กับกลุ่มคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆชอบการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น การเป็นคนทำงานยุคใหม่หรือยุคเก่าจึงไม่ได้อยู่ที่อายุตัวหรืออายุงาน แต่อยู่ที่การปรับตัวในการทำงานมากกว่า เราจะเห็นว่าคนที่มีอายุตัวหรืออายุงานมากบางคน เป็นคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ไม่กลัวเทคโนโลยี พร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ในขณะที่คนรุ่นใหม่บางคนชอบทำงานแบบคนรุ่นก่อนๆ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ทำงานแบบไหนก็อยากทำเหมือนเดิมไปตลอด จึงสรุปไม่ได้ว่าคนทำงานยุคใหม่คือคนที่มีอายุน้อยเท่านั้น

เพื่อให้คนทำงานที่มีความคิดทันสมัย(ทั้งคนที่อายุมากและอายุน้อย)มีเส้นทางการทำงานที่สดใส จึงขอให้ข้อคิดและแนวทางในการทำงานสู่ความสำเร็จดังนี้

ประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนคือมรดกอันล้ำค่า
คนเราเกิดมามีชีวิตเพียงรอบเดียว ไม่เหมือนเกมส์คอมพิวเตอร์ที่มีชีวิตที่หนึ่ง สอง สาม ตายแล้วเล่นใหม่ได้ ดังนั้น ในช่วงชีวิตโดยเฉพาะชีวิตแห่งการทำงาน คนทำงานรุ่นใหม่จึงควรป้องกันความผิดพลาดให้กับตัวเองโดยการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนๆ ซึ่งมีทั้งประสบการณ์ที่เป็นความผิดพลาดที่สามารถนำมาใช้ในการวางแผนป้องกันไม่ให้เราผิดพลาดซ้ำเรื่องเดียวกันกับคนรุ่นก่อน และนำเอาประสบการณ์ที่ดีของคนรุ่นก่อนมาเป็นสะพานในการก้าวไปสู่ความสำเร็จในการทำงาน ดังนั้น อย่าดูถูกหรือมองข้ามประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนว่าโบราณคร่ำครึ ไม่ทันสมัย

บริหารงานแบบใหม่ แต่ใส่ใจในการบริหารคนแบบเก่า
ใครอยากจะประสบความสำเร็จในการทำงาน จงเรียนรู้เทคโนโลยีและเครื่องมือการบริหารจัดการสมัยใหม่ให้มาก แต่ควรนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเหลือน้อยลง เช่น ใช้อินเตอร์เน็ตในการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน แต่ควรจะมีเวลาพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานแบบซึ่งหน้าบ้าง ไม่ใช่อะไรๆก็ให้เทคโนโลยีพูดแทน นอกจากนี้ เราจะเห็นว่าคนทำงานรุ่นก่อนๆมีความสัมพันธ์กันดีมาก คนที่เคยทำงานในองค์กรเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะจากกันไปกี่ปีก็ตาม เวลามาเจอกันความสัมพันธ์ก็ยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิม จึงอยากให้คนทำงานรุ่นใหม่ อย่าลืมวัฒนธรรมในการทำงานร่วมกันของคนรุ่นก่อนๆ เพราะยิ่งเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากเท่าไหร่ คนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่คนที่จะประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องเข้าใจคนมากขึ้นด้วย

การเป็นคนทำงานยุคใหม่เป็นได้ไม่ยาก แต่การที่จะเป็นคนทำงานยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะต้องทำตัวเองให้แตกต่างจากคนทำงานรุ่นใหม่ทั่วๆไป ต้องอาศัยทั้งประวัติศาสตร์การทำงานของคนรุ่นเก่า ต้องมีทักษะในการทำงานแบบคนรุ่นใหม่ และจะต้องบริหารตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อใจให้ตกหลุมพรางของกิเลส จึงอยากจะให้คนรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานนำไปคิดและวางแผนชีวิตให้มีประสิทธิภาพต่อไป

โบนัสประจำปีเป็นตัวจูงใจต่อความกระตือรือร้นของพนักงาน

มนุษย์เรามีความคาดหวัง และที่สำคัญหากคาดหวังแล้วไม่ได้ตามที่คาดหวังก็จะเกิดอาการผิดหวัง และคนเราเมื่อผิดหวังก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองในเรื่องของโบนัสก็เช่นเดียวกัน หากตลอดปีที่ทำงานมาพนักงานสร้างความคาดหวังมาโดยตลอดว่าจะได้โบนัสเป็นกอบเป็นกำตามกติกาที่ตกลงกัน แต่เมื่อมาถึงสิ้นปีความหวังพังทลายลงเพราะไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หากไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลในความคิดของเขาแล้ว จากที่เคยเป็นคนดีในองค์กรอาจกลายเป็นคนดีแตกที่สิ้นหวัง เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของตน และในที่สุดก็อาจตัดสินใจเปลี่ยนองค์กรเลยก็เป็นได้

โบนัส เป็นการให้รางวัลตอบแทนแก่พนักงานที่ร่วมกันทำให้บริษัทประสบผลสำเร็จในรอบปีที่ผ่านมา โดยถ้าบริษัทมีผลสำเร็จสูงก็ควรจะให้โบนัสแก่พนักงานมาก แต่ถ้าประสบผลสำเร็จน้อยก็อาจจะให้โบนัสน้อย หรือไม่ให้เลยก็ได้ ซึ่งก็ต้องสื่อสารให้พนักงานมีความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย ดังนั้นโบนัสจึงเป็นรางวัลตอบแทนต่อผลสำเร็จที่ผ่านมาแล้ว จึงมีผลเป็นตัวกระตุ้นจูงใจต่อความมุ่งมั่นกระตือรือร้นของพนักงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ค่อนข้างน้อย จะเห็นได้จากงานวิจัยทางจิตวิทยาหลายๆงานในเรื่องโบนัสที่พบว่าพนักงานจะกระตือรือร้นในงานต่อไปอีกไม่นานนัก ภายหลังจากที่ได้รับเงินโบนัส แล้วความกระตือรือร้นก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่จะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง เมื่ออยู่ในช่วงเวลาประเมินผลก่อนจ่ายโบนัส

เมื่อผลประกอบการเมื่อสิ้นปีสามารถสรุปออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วปรากฎว่ามีผลประกอบการที่ปิดในแดนบวกหรือที่เรียกว่ามีกำไร สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำคือจัดเงินโบนัสประจำปีให้กับพนักงานทุกคน โดยพนักงานอาจจะได้โบนัสสักประมาณ 1-2 เท่าของเงินเดือน แต่สำหรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันโบนัสแค่ครึ่งเดือนของเงินเดือนประจำก็ถือว่าดีแล้ว แต่หากบริษัทไม่มีกำไรจากผลประกอบการเลยก็ขอให้พิจารณาปรับฐานเงินเดือนแทนไปก่อนอาจจะสักประมาณ 5-10% เป็นต้น เพราะถึงอย่างไรเสียเรื่องของโบนัสประจำปีก็กลายเป็นธรรมเนียมไปเสียแล้วที่ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายให้กับพนักงานแต่จะอยู่ในรูปแบบอะไรเท่านั้นเอง