หลักข้อคิดในการทำงานและการใช้ชีวิตกับงานให้มีความสุข

ข้อคิดในการทำงาน ไม่ว่าเราจะทำงานอะไรก็แล้วแต่ การที่เราจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน นอกจากจะมีความสามารถอย่างแท้จริงแล้วยังต้องประกอบด้วย มุมมองความคิดที่ดีพอ เพราะในการทำงานเราต้องเจอกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะร้ายหรือดี ถ้าตัวเราไม่มีทัษณะคติที่ดี ก็เป็นการยากที่เราจะเดินผ่านมันไปได้ การที่เราจะทำงานอย่างมีความสุขได้นั้น บางครั้งเพียงแค่สิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ เรายังต้องมีแรงบันดาลใจในการทำงานด้วย แต่ใครที่ยังรู้สึกว่าไม่มีแรงบันดาลใจ วันนี้เรามีข้อคิดดีๆ ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับเรา

ข้อคิดในการทำงาน
1. จงอย่ากังวล การที่เรามีความกังวลใจในการทำงานนั้น ย่อมเป็นการลดคุณภาพของการทำงานและการคิดค้นสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างแน่นอน
2. อย่างปล่อยให้ความกลัวครอบครองชีวิตคุณ อย่าปล่อยให้ความกลัว มาทำให้ความกล้าที่จะคิดและแสดงออกในการทำงาน ปิดกั้นความคิดดี ๆ ของคุณ
3. อย่าปล่อยให้ความโกรธเปลี่ยนตัวตนของคุณ ขณะที่คุณกำลังโกรธ เสมือนคุณกำลังปิดตาตัวเองแล้วเดินไปข้างหน้า คุณอาจจะไม่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไร แต่คนรอบข้างคุณทุกคนก็เห็นมัน
4. อย่าเก็บปัญหาไว้ที่บ้านของคุณ แม้คุณจะทำงานหนัก และมุ่งมั่นเท่าไร แต่การเอาความเครียจจากงานกลับมาคิดที่บ้าน ย่อมทำร้ายตัวคุณ และ คุณภาพงานที่ได้ก็จะแย่ลง
5. ปัญหาที่เจอ คือ ข้อสอบของชีวิต ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไรปัญหาและอุปสักย่อมมีด้วยกันทั้งนั้น วันและเวลาที่ผ่านไปจะเปลี่ยนคุณให้เป็นคนเก่งและเข้มแข็งขึ้น
6. อย่าแบกชีวิตของคนอื่นไว้บนบ่าของตัวเอง คุณสามารถช่วยใครก็ได้เพราะนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่จงอย่าเอาปัญหาและความทุกข์ของเขามาไว้บนบ่าของตัวเอง ไม่มีใครช่วยใครแก้ปัญหาได้นอกจากตัวเขาเอง
7. เริ่มต้นเป็นผู้รับ และ ผู้ให้ที่ดี ในการทำงานนั้นเราไม่ใช่แค่ไปทำงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่เรายังต้องไปทำความรู้จักกับสังคม การเป็นผู้ให้ และ ผู้รับที่ดีจะทำให้ใคร ๆ รักและเคารพเราเสมอ

แรงจูงใจที่ดีมักมีผลต่อหน้าที่การทำงาน

1429340405_10การจูงใจเป็นสภาวะที่กระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ผู้จูงใจกำหนด ซึ่งการจูงใจเป็นกระบวนการที่บุคคลถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าโดยจงใจให้กระทำหรือดิ้นรนเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์บางอย่างซึ่งจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเป็นพฤติกรรมที่มิใช่เป็นเพียงการตอบสนองสิ่งเร้าปกติธรรมดา ลักษณะของการตอบสนองสิ่งเร้าปกติธรรมดา เช่น การขานรับเมื่อได้ยินเสียงเรียก การหันไปมองเมื่อมีคนเดินผ่านหน้า การยกหูโทรศัพท์เมื่อมีกริ่งดังขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองสิ่งเร้าที่ยังไม่จัดว่าเป็นการจูงใจที่จะจัดว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดจาการจูงใจ

การจะสร้างแรงจูงใจในการทำงานนั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณกำหนดเป้าหมายในอาชีพแล้วหรือยัง หรือเพียงแค่ทำงานให้ผ่านไปแต่ละวันเท่านั้น ความทะเยอทะยานสู่ความสำเร็จของคุณนี่เองที่จะทำให้คุณมีการวางแผนเส้นทางสู่ความสำเร็จ โดยการวางแผนดังกล่าวนั้นคุณควรตั้งคำถามและตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจนเสียก่อน คุณกำหนดเป้าหมายในอาชีพและวางแผนเพื่อไปยังเป้าหมายนั้นอย่างไร เส้นทางที่จะดำเนินไปนั้นมีความชัดเจนเพียงใด มีโอกาสเป็นไปได้มากแค่ไหน และต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ เพราะการจูงใจมีอิทธิพลมากต่อพฤติกรรมและการทำงานของบุคคล บุคคลที่ปรารถนาความก้าวหน้าในองค์การจึงควรให้ความสนใจกับการประยุกต์ความรู้เรื่องการจูงใจไปใช้ประโยชน์ในงาน เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้เกิดแก่พนักงานและเกิดแก่ตนเองด้วย

การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน
1.) สื่อสารอย่างชัดเจนถึงความเชื่อมโยงระหว่างผลการปฏิบัติงานและผลตอบแทนของพนักงาน
2.) สร้างความมั่นใจในการประเมินผลการปฏิบัติงานที่สามารถแยกแยะผู้มีผลการปฏิบัติงานดีได้
3.) ขจัดอุปสรรคในการทำงานที่สามารถส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการสนับสนุนพนักงาน เช่น งานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน
4.) เลือกคนให้เหมาะสมกับงานโดยคำนึงถึงคุณสมบัติของตำแหน่งงานและความสามารถของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งงานนั้น
5.) ติดตามและพัฒนาบรรยากาศในการทำงานโดยผู้นำต้องมีความสามารถและมีรูปแบบการบริหารงานที่เหมาะสมเพื่อจูงใจพนักงาน
6.) มุ่งเน้นถึงผลตอบแทนที่ไม่ได้อยู่แค่ในรูปของเงินเท่านั้น เช่น โอกาสการเติบโตในหน้าที่การงาน การพัฒนาในด้านต่างๆ และการยกย่องชมเชยพนักงาน

แนะนำเทคนิคการทำงานร่วมกับคนเจ้าปัญหา

แนะนำเทคนิคการทำงานร่วมกับคนเจ้าปัญหา
ความเครียด คงเป็นสิ่งหนึ่งที่เข้ามาแวะเวียนคนทำงานอย่างเราๆกันเสมอๆ แต่สิ่งที่เราต้องทำก็คืออย่าเอาตัวไปจมกับความเครียด ปัญหา เอาตัวเราออกมาจากตรงนั้นให้ได้เร็วที่สุด เราไม่อาจเลือกคบกับคนที่มีลักษณะไม่ตรงใจเราได้ ทว่าเมื่อไหร่ที่เราเรียกตัวเองว่ามืออาชีพ สิ่งที่เราต้องทำคือสามารถทำงานกับคนได้ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งคนเจ้าปัญหา เพราะการโบ้ยความเสียหายของงานว่าเกิดจากผู้ร่วมงานย่อมฟังไม่ขึ้น เผลอๆ บริษัทจะมองว่าเราเป็นตัวปัญหาด้วยซ้ำ

  1. ทำใจ ปล่อยวางการทำงานร่วมกับคนที่เราไม่สามารถควบคุมให้เป็นอย่างที่ต้องการได้คงไม่มี อะไรทำง่ายกว่าทำใจ ลำพังแค่จัดการกับชีวิตของตัวเองให้เป็นอย่างที่เราต้องการก็เป็นเรื่องยาก พอแล้ว ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องเปลี่ยนแปลงให้คนอื่นเป็นไปอย่างที่เราต้องการ เมื่อเราปล่อยวางเรื่องของคนอื่นแล้ว ชีวิตก็จะมีเรื่องให้เครียดน้อยลงไปอีก
  2. คิดเสียว่ามาทำงาน การมาทำงานย่อมต้องเจอกับคนสารพัดรูปแบบ เมื่อเข้ามาในออฟฟิศก็ขอให้ถอดหัวใจเก็บเอาไว้ก่อน แล้วบอกตัวเองว่านี่เป็นแค่ที่ทำงานแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่โลกทั้งใบของเรา และเมื่อไรที่ก้าวเท้าออกจากที่ทำงานก็ขอให้ทิ้งปัญหาไว้ตรงนั้น อย่าปล่อยให้มันไปรบกวนชีวิตอันแสนสุขของเราเด็ดขาด
  3. มองผู้อื่นด้วยใจเมตตาคนเราไม่มีใครแย่ไปหมดทุกอย่าง หากเราได้มีโอกาสมองจากมุมคนเจ้าปัญหา เราอาจพบปัญหาบางอย่างในชีวิตของเขา ที่อาจส่งผลให้เจ้าตัวต้องสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้างก็ได้ คิดเสียว่ายังอย่างน้อยเราก็โชคดีที่ชีวิตของเราไม่ได้มีปัญหามากมายขนาด นั้น
  4. ถือเป็นบททดสอบทางจิตใจการเจอเรื่องยากๆ แต่ละครั้งย่อมเป็นการทดสอบจิตใจของตัวเราว่าจะผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นไปได้ สวยงามแค่ไหน หากเราทนกับคนเจ้าปัญหาและยังสามารถทำงานร่วมกับพวกเขาได้ ก็ถือว่าสอบผ่านแบบทดสอบทางจิตใจที่จะทำให้เราเป็นคนใจเย็นขึ้น ใจกว้างขึ้น อดทนมากขึ้น

การทำงานเป็นทีมเพื่อเป้าหมายที่วางไว้

pd1182850834_0(2)การร่วมกันทำงานของสมาชิกที่มากกว่าหนึ่งคน โดยที่สมาชิกทุกคนจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันว่าจะทำอะไร ทุกคนต้องยอมรับร่วมกันและมีการวางแผนร่วมกัน การทำงานเป็นทีมมีความสำคัญต่อทุกองค์กร เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน การทำงานเป็นทีมมีบทบาทสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของงาน ที่จะต้องอาศัยความร่วมมือของกลุ่มสมาชิกเป็นอย่างดี เพราะการทำงานเป็นทีมต้องยึดหลักประชาธิปไตย มีความเสมอภาค เคารพให้เกียรติ ยอมรับฟังความคิดเห็น สร้างความสามัคคีในทีมหรือกลุ่มจะช่วยให้งานประสบความสำเร็จ และสมาชิกทำงานร่วมกันในบรรยากาศแห่งความรัก มีความสุขในการทำงาน

การทำงานแบบทีมเวิคสำเร็จได้นั้น ผู้ทำงานต้องรู้จักปลดปล่อยพลังในการทำงานให้ออกมามากที่สุด เพื่อให้เกิดไฟในการทำงานและศักยภาพที่เต็มเปี่ยม อันจะส่งผลให้ผลลัพธ์กลับมาสู่องค์กรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตรงประเด็นและเป้าหมายที่ทีมได้วางไว้ โดยไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญ การส่งเสริมการปลดปล่อยพลังของคนทำงานแทนการเก็บกดและปิดบังศักยภาพ ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อการทำงาน แต่ยังช่วยสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่เกี่ยงกันทำงาน ซึ่งจะทำให้การทำงานเป็นทีมมีความแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น

ทีมงานที่ประสบความสำเร็จในการทำงานมีแนวโน้มว่าจะสร้างโครงสร้างเฉพาะตนขึ้นมา เนื่องจากสมาชิกยอมรับบทบาทของตนในเวลาต่างๆกัน คล้อยตามความจำเป็น ความต้องการและความสามารถของตน บางคนอาจมีประสบการณ์ในงานเฉพาะอย่างจึงอาจเป็นคนจัดการให้คนอื่นๆทำตาม คนอื่นๆก็จะทำหน้าที่ในกิจกรรมของตนไปในงานที่เขาคุ้นเคย พฤติกรรมเหล่านี้จะถูกพัฒนาไปในแนวของโครงสร้างองค์กร และสมาชิกทุกคนจะต้องปฏิบัติตามพึ่งพาตัวเองสมาชิกของทีมที่ประสบความสำเร็จในการทำงานจะร่วมมือกับคนอื่นๆเพื่อทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งหรือทำให้เป้าหมายสำเร็จอย่างไม่หลีกเลี่ยง ร่วมกันทำงานตามกำลังความสามารถของตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำและชักจูงเมื่อจำเป็น ร่วมประสานงานในหน้าที่และแก้ไขปัญหาอุปสรรคร่วมกัน ทุกคนต่างเอื้ออาทรช่วยเหลือกันและมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน

ประโยชน์ของการทำงานเป็นทีม

1)สร้างขวัญและกำลังใจแก่สมาชิก ทำให้เกิดความไว้ใจ บรรยากาศในการทำงานดี ช่วยให้การทำงานได้ผลดีมีประสิทธิภาพ
2)สร้างความมั่นคงในอาชีพ เพราะมีการพัฒนาความรู้ ประสบการณ์และทักษะ ทำให้ความก้าวหน้าในอาชีพการงาน
3)สร้างความสัมพันธ์ในงาน มีการช่วยกัน ระดมความรู้ ความสามารถของสมาชิกเข้าเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เกิดความผูกพันใกล้ชิดและบรรลุเป้าหมายที่ต้องการพร้อมกัน
4)เพิ่มพูนการยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ในทีมงานมีการกำหนดให้สมาชิกมีบทบาทต่างๆ

ข้อคิดดีๆ จากการคิดบวก สร้างแรงจูงใจในคนทำงาน

การคิดบวก คือ มีความคิด จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก และทัศนคติในด้านดีทั้งต่อตัวเอง สิ่งของ เหตุการณ์และเพื่อนร่วมงานโดยรอบ ทั้งนี้ เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขออกสู่กระแสเลือด หัวใจจะเต้นช้าลง หายใจช้าลง ความดันเลือดลดลง ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น อารมณ์ดีสดใส ปลอดโปร่ง มีอารมณ์ขัน ความคิดรื่นไหล รู้สึกตื่นตัว กระตือรือร้น ใฝ่รู้ มีความหวัง มองเห็นโอกาส ส่งผลให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดี แก้ปัญหาได้อย่างสมเหตุผล ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานจึงมีมากขึ้นตามไปด้วย โดยผ่านเคล็ดลับคิดบวก 4 ดี สร้างความสุขในการทำงานดังต่อไปนี้

1.มองตัวเองว่าดีและมีคุณค่าทุกวัน

โดยให้นึกถึงความดี ความโชคดีของตัวเอง เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนให้ยิ้มกับตัวเองและคิดว่าโชคดีที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วยังมีลมหายใจและร่างกายปกติ ให้นึกถึงความดีที่ตัวเองได้ทำมาเมื่อวาน หรือในอดีตเท่าที่คิดออก ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ จนเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี มีน้ำใจ มีความสามารถทำงานได้ จะทำให้คุณรู้สึกภูมิใจ อิ่มใจ อยากมีชีวิตอยู่และทำความดีให้กับชีวิตต่อไป อวยพรและชื่นชมตัวเอง ไม่รอให้คนอื่นมาชื่นชมเพราะอาจไม่ใช่อย่างที่คิดไว้

2.มองเพื่อนร่วมงานและบุคคลรอบตัวว่าดีและมีคุณค่า

คนเราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ งานจะสำเร็จจำเป็นต้องร่วมมือกัน คิดบ่อยๆ ซ้ำๆ ว่าเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างมีคุณค่าสำหรับคุณ แต่ละคนมีความเก่ง ความสามารถที่แตกต่างและหลากหลาย มองอย่างสร้างสรรค์ด้วยการหลอมรวมความหลากหลายและเชื่อมประสานงานกันอย่างมีศิลปะจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมงานและพัฒนาการทำงานให้สำเร็จอย่างมีคุณภาพ

3.มองงานและองค์กรว่าดีและมีคุณค่า

ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดของคุณว่างานและองค์กรที่คุณทำงานอยู่ดีอย่างไร มีคุณค่าอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือมีผลต่อสังคมโดยรวม เช่น การแยกขยะ การประหยัดไฟฟ้า ประหยัดน้ำ มีโอกาสพบปะผู้คนและเพื่อนร่วมงานใหม่ และที่สำคัญ เป็นแหล่งรายได้เลี้ยงชีพของเราตลอดทั้งเดือนทั้งปี คิดบ่อยๆ ซ้ำๆ จะทำให้คุณรู้สึกภูมิใจในงานและองค์กร ส่งผลให้เห็นช่องทางการพัฒนางานและเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย

4.มองอย่างมีความหวังและมองอนาคตว่าดีและมีคุณค่า

เมื่อคุณมีความดีหลักๆ 3 หัวข้อข้างต้นแล้ว คือสิ่งยืนยันว่าในวันนี้ของคุณมีแต่คนดีและสิ่งดีๆ รอบตัว ทำให้มั่นใจว่ามีความหวังและอนาคตจะต้องดีตามไปด้วย มั่นใจว่าเมื่อปัจจุบันได้ทำดีที่สุดตามความสามารถ ความตั้งใจแล้ว ที่เหลือคือการทบทวน ปรับปรุงพัฒนาให้ทุกอย่างสำเร็จสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น หากคุณๆ ทั้งหลายสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองให้เป็นเชิงบวกตาม 4 ดีและมีคุณค่านี้แล้วล่ะก็ ความสุขและความสำเร็จในชีวิตส่วนตัวและการทำงานก็จะดีและมีคุณค่าตามไปด้วย